วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

week 11

 week 11: Web mining
เป็นการทำเพื่อดูว่าผู้ที่เข้ามาใช้งานเว็บไซต์นั้นมีลักษณะการใช้งานอย่างไร เพื่อนำพฤติกรรมในการใช้งานไปใช้ในการวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงให้มีความน่าสนใจมากขึ้น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
  1.Web Content Mining เป็นการดูถึง Content ต่างๆ บนเว็บ ว่าผู้ใช้งานเข้าไปชมส่วนไหนเป็นเวลาเท่าใด แสดงให้เห็นถึงความสนใจของผู้เข้าชมเว็บไซต์
  2.Web Structure Mining ดูถึงโครงสร้างของเว็บ หรือ URL ว่าผู้ใช้งานสามารถที่จะจำ URL ได้หรือไม่
          3.Web Usage Mining เป็นการดูพฤติกรรมการเข้าชมเว็บไซต์ของผู้ใช้งานว่า ดูในส่วนไหนบ้าง เมื่อดูส่วนนี้แล้วจะไปดูต่อที่ส่วนไหน แล้วสุดท้ายเกิดการซื้อหรือไม่

Strategic Information System Planning
                เนื่องจากระบบ IT นั้นมีขนาดใหญ่ ต้องรองรับการใช้งานที่แตกต่างกันเป็นจำนวน รวมถึงยังต้องสามารถที่รองรับงานสำหรับองค์กรที่จะเติบโตขึ้นในอนาคต การวางแผนดำเนินงาน IT จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะได้ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งมีแนวทางการวางแผนดังนี้  

1.Four-stage Planning Model
          เป็น model ที่มีความละเอียดมากที่สุด โดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วนย่อย และรายละเอียดอื่นๆดังนี้
          1.Strategic Planning  มองภาพรวมขององค์กรว่ามีลักษณะอย่างไร เช่น เป็นเครื่องมีหลักขององค์กรหรือเป็นเครื่องมือเสริม สนับสนุนการทำงานมากน้อยเพียงใด โดยแบ่งได้เป็น 4 ข้อย่อยคือ
1.               IS Mission พิจารณาถึงการใช้งาน IT ว่าจะเป็นเครื่องมือหลัก หรือเครื่องมือเสริมการทำงานขององค์กร
2.               Access Environment ประเมินสภาพแวดล้อมขององค์กรในปัจจุบัน เช่น ความสามารถของ IT ในปัจจุบัน
3.                access organizational objectives strategies ประเมินวัตถุประสงค์ขององค์กร
4.               set IT policies objectives strategies ตอบคำถามที่ว่าองค์กรมองความสำคัญของระบบสารสนเทศอย่างไร

   2.Organizational Information Requirements Analysis ดูความต้องการในภาพรวมขององค์กรว่าต้องการใช้งาน IT เพื่อทำอะไร จะได้ออกแบบระบบให้สอดคล้องกันกับการทำงานแบ่งออกเป็น 2 ข้อย่อย คือ access organizations information requirement คือ ประเมินความต้องการด้านข้อมูลขององค์กรทั้งในปัจจุบันและความเป็นไปได้ในอนาคต และ assemble master development plan คือ การจัดสรรลำดับของการได้มาของระบบ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดประโยชน์สูงสุด

          3.Resource Allocation Planning คือ การประเมินและจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม ว่าต้องมีการเตรียมการอะไรบ้าง เช่น ซอฟต์แวร์ บุคลากร หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เป็นต้น

          4.Project Planning เป็นการประเมินความคุ้มค่าของระบบ โดยอาจพิจารณาได้จากหน้าที่งาน ต้นทุนของระบบเป็นต้น ซึ่งหากไม่คุ้มค่า จะต้องทบทวนและปรับเปลี่ยนตั้งแต่ข้อ 2 ไล่ลงมา แล้วจึงสามารถดำเนินการต่อได้
2.The Business Systems Planning (BSP)
         เป็นแนวทางการวางแผนที่ IBM เป็นผู้คิดค้นและผลิตขึ้นมา โดยมีแนวคิดที่สำคัญคือการมองถึงกระบวนการก่อน แล้วจึงมองถึงว่าต้องใช้ข้อมูลใดบ้าง ซึ่งการทำเช่นนี้จะทำให้ระบบ IT ที่เกิดขึ้นไม่ผูกติดอยู่กับแผนกใดแผนกหนึ่งแต่จะติดกับกระบวนการทำงานมากกว่า  ซึ่งจะทำให้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรนั้นไม่กระทบต่อระบบ IT รวมถึงเป็นการเน้นการทำงานแบบ Topdown และ Bottomup ด้วย
ข้อดี        -เห็นภาพของระบบทั้งหมดอย่างชัดเจน และเป็นขั้นเป็นตอน

ข้อเสีย     –ใช้เวลาในการทำแผนนาน เนื่องจากต้องวิเคราะห์ข้อมูลเป็นจำนวนมาก
-อาจยังไม่ได้คำนึงถึงความต้องการในอนาคต

3.Critical Success Factors (CSF)
         คือประเด็นสำคัญในการที่จะทำให้องค์กรอยู่รอด ซึ่งควรจะเหลืออยู่เพียงไม่กี่ประเด็น อาจได้จากการสอบถาม พูดคุยกับผู้บริหารระดับสูง ซึ่งหากสามารถที่จะตอบสนองความต้องการของผู้บริหารระดับสูงได้จะเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่ก็ต้องมีระบบในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากผู้บริหารด้วย รวมถึงยังต้องมีการลำดับความสำคัญและระบบ IT ที่จะมารองรับการทำงานด้วย

ข้อดี        -ใช้ข้อมูลในการวางแผนน้อยกว่า BSP
-มีการมองถึงการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ข้อเสีย     -ผู้วางแผนจะต้องมีทักษะและความเชี่ยวชาญเป็นอย่างสูง
-ประเด็นที่เกิดขึ้นนั้นอาจทำการวิเคราะห์รวมถึงการวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงในอนาคตก็ทำได้ยาก


วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

week 10

Week10: Enterprise Systems (SCM & ERP)
                ระบบสารสนเทศภายในองค์กรจะแบ่งตามแผนกต่างๆภายในองค์กร เนื่องจากแต่ละแผนกจะมีความต้องการข้อมูลที่แตกต่างกัน ทำให้มีระบบที่ถูกใช้งานในแต่ละส่วนงานแตกต่างกัน แต่สำหรับ Enterprise Systems เป็นระบบที่มีความเป็นมาตรฐาน ทำให้ทั้งองค์กรพูดคุยกันด้วยภาษาเดียว แต่เนื่องจากตัวระบบมีราคาแพง อาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุนในบริษัทเล็กๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงระบบที่ใช้จะสร้างความไม่สบายใจให้กับบุคลากรเดิมขององค์กรที่ถนัดและคุ้นเคยกับการใช้ระบบแบบเดิมจึงทำให้การเปลี่ยนจากระบบเดิม มาใช้ระบบ Enterprise นั้นอาจทำได้ยาก
                ระบบที่จะศึกษาในวิชานี้มี 4 ระบบคือ
ERP: Enterprise Resource Planning
CRM: Customer Relationship Management
KM: Knowledge Management Systems
SCM: Supply Chain Management Systems

1. Supply Chain Management Systems
                                เป็นระบบที่ใช้ในการทำงานตั้งแต่เริ่มต้นของการผลิต คือการรับวัตตุดิบจาก Supplier ซึ่งอาจมีได้มากกว่า 1 ขั้น ไปจนถึงสิ้นสุดกระบวนการคือการขายสินค้าให้กับลูกค้า ระบบสารสนเทศจะช่วยให้การส่งต่อข้อมูล และการรายงานผลเป็นไปได้อย่างราบรื่นมากขึ้น ซึ่งในระบบนี้จะมีระบบย่อยต่างๆที่ใช้เสริมการทำงาน เช่น
                -Warehouse Management System (WMS) เป็นระบบที่ใช้การงานภายในคลังสินค้า ว่าควรจะจัดชั้นวางสินค้าอย่างไร และมีการเก็บข้อมูลว่าสินค้าใดอยู่ส่วนไหนของคลัง
                -Inventory Management System (IMS) เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลสินค้าที่มีอยู่ในคลังสินค้า
                -Fleet Management System เป็นระบบติดตามสินค้าว่าสินค้าจัดส่งไปถึงที่ไหน รวมถึงทราบถึงว่าจะขนสินค้าใดกลับมาที่คลังสินค้า ทำให้สามารถรายงานการขนส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็ว
                -Vehicle Routing and Planning เป็นระบบที่ใช้ในการวางแผนการจัดส่งสินค้าให้มีความคุ้มค่าสูงสุด
                - Vehicle Based System เป็นระบบที่ใช้ติดตามรถที่ใช้ขนส่งผ่าน GPS
10 IT Trends for Logistics Supply Chain Management
1.                   Connectivity: การเชื่อมต่อต่างๆ เช่น wireless  Bluetooth หรือ GPRS 8.02.11n (เป็นระบบคล้าย wifi แต่มีความเร็วที่สูงกว่า คือมีความเร็วประมาณ 600 Mbit/s หรือเร็วกว่า internet ที่ใช้ในบ้านประมาณ 10 เท่า)
2.                   Advanced Wireless : Voice & GPS เป็นระบบ Wireless ที่สามารถใช้เสียงในการสั่งการได้
3.                   Speech Recognition: การสั่งงานด้วยเสียง 
4.                   Digital Imaging: การประมวลผลภาพดิจิตอล สามารถทำให้เอกสารเป็นดิจิตอล เช่น ส่งใบเสร็จรับเงินเป็นไฟล์ได้
5.                    Portable Printing: ช่วยให้สามารถพิมพ์ใบสั่งซื้อ ใบเสร็จได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น
6.                   2D & other bar-coding advances
7.                   RFID: เป็นชิพขนาดเล็ก สามารถปล่อยคลื่นจากตัวเองได้ สามารถใช้ติดบัตร หรือติดกับตัวสินค้าเพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบได้
8.                    Real Time Location System; RTLS: ระบบแสดงตำแหน่งตามเวลาจริง สามารถใช้ติดตามสินค้าที่กำลังขนส่ง หรืออาจใช้ในการติดตามตัวสินทรัพย์ได้
9.                    Remote Management : การจัดการทางไกล เป็นระบบที่ช่วยให้สั่งงานได้ในระยะไกล โดยมีการใช้ Wireless LAN ช่วย
10.                Security: ระบบที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยของอุปกรณ์และเครือข่ายไร้สาย
การมีระบบ Supply Chain ที่ดีช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน มีการเก็บสินค้าคงคลังน้อยลง ลดความเสี่ยงในการสูญเสียสินค้าในปริมาณมาก นอกจากนี้ยังมีการจัดส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพด้วย และที่สำคัญคือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถขององค์กร ซึ่งจะส่งผลให้มีรายได้สูงขึ้นในอนาคต
Enterprise Resource Planning (ERP) Systems
                Software เหล่านี้ มักจะนำมาใช้ทีละ module โดยใช้ควบคู่ไปกับระบบเก่า เพื่อไม่ให้พนักงานต้องเรียนรู้มากเกินไป และค่อยๆปรับตัวได้ ซึ่งการปรับใช้ทันทีจะเกิดปัญหากับพนักงานได้ ตัวอย่างผู้ให้บริการระบบ ERPเช่น SAP, Oracle เป็นต้น
                โดย Software เหล่านี้ถึงแม้จะมีประโยชน์ที่สูง แต่มักจะมีราคาที่แพง และก่อนที่นำมาใช้งานก็จะต้องมีการปรับปรุงหน้าต่างเครื่องมือต่างๆ ให้เข้ากับระบบการใช้งานของบริษัทก่อน ซึ่งก็มีค่าใช้จ่ายในการปรับปรุง จึงทำให้ไม่เป็นที่นิยมในองค์กรขนาดเล็ก

วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554

week9

Week9: Data management & Business Intelligence

           การที่เราจะได้มาซึ่ง Data warehouse จำเป็นที่จะต้องนำข้อมูลที่เรามีนั้นผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อตัดความผิดพลาดหรือความไม่สอดคล้องของข้อมูลออกก่อน ซึ่งกระบวนการต่างๆเป็นดังนี้

Data warehouse process

1.การจัดหาข้อมูลจาก Database ต่างๆ หรืออาจรวมถึงข้อมูลจากแหล่งภายด้วยได้
2.กระบวนการในการจัดทำให้พร้อมสู่การนำเข้าสู่ Data warehouse ดังนี้
                2.1Extract นำข้อมูลสู่ระบบ
                2.2Clean คือการทำให้ข้อมูลอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน เช่นการบันทึกวันเดือนปีเกิดที่อาจอยู่ต่างรูปแบบกันเป็นต้น
                2.3Transform ทำให้ข้อมูลอยู่ในรูปแบบที่เหมาะสม
                2.4Load คือการอัพโหลดข้อมูลสู่ Data cube
3.ข้อมูลใน Data warehouse จะประกอบด้วยหลายๆ Data cube ซึ่งสามารถที่จะเรียกดูข้อมูลต่างๆผ่าน Dash board

Data Mart
                เปรียบเสมือนกับเป็น Data warehouse ขนาดเล็ก คือมีข้อมูลเฉพาะส่วนงานนั้นๆไม่ได้มีปริมาณมากเหมือนกับ Data warehouse แต่ก็สามารถที่จะใช้วิเคราะห์เป็นประเด็นย่อยๆได้ ซึ่งมีแนวทางการได้มา 2 แบบคือ
1.Replicated คือจะเกิดจากการที่บริษัทมี Enterprise Data warehouse แล้วนำส่วนย่อยๆไปสร้างเป็น Data mart
2. Stand-alone คือบริษัทไม่พร้อมจะทำ Enterprise Data warehouse จึงสร้าง Data mart เป็นแต่ละแผนกเช่น การเงิน การบัญชี การตลาดเป็นต้น

Business Intelligence (BI)

                เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อการเรียกใช้ข้อมูลที่อยู่ใน Database มีไว้เพื่อให้สามารถเรียกดูข้อมูล รวมถึงช่วยในการแสดงผลข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ผู้ใช้งานต้องการได้ซึ่งปัจจุบันก็มีหลากหลายผู้ผลิตที่สร้าง BI ขึ้น และแต่ละโปรแกรมก็จะมีการแสดงผลที่แตกต่างกันอยู่บ้าง แต่โดยหลักแล้วจะมีฟังก์ชันการใช้งานพื้นฐานดังนี้
1.Dash boards เป็นการแสดงข้อมูลให้อยู่ในแบบที่ผู้บริหารสามารถเข้าใจได้ง่าย โดยส่วนมากจะเป็นกราฟเพื่อสะดวกในการดูแนวโน้มต่างๆโดยจะมีตัวชี้วัดต่างๆประกอบ ซึ่งตัวชี้วัดต่างๆนี้ก็จะถูกนำมาจาก Balance Scorecard จึงทำให้ดูเหมือนว่า Dash board เป็นการแสดง Balance Scorecard นั่นเอง
2.Business Performance Management เป็นการจัดการที่ใช้เปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับเป้าหมาย วัตถุประสงค์และกลยุทธ์ ขึ้นอยู่กับ BI Analysis Reporting, dashboards & scorecards

Analytic
Data Mining
                เป็นการค้นหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และนำไปปฏิบัติได้ เป็นการทำให้ข้อมูลที่มีอยู่เป็นจำนวนมากใน Databases กลายเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจผ่านการใช้เครื่องมือช่วยในการวิเคราะห์ ซึ่งประกอบด้วย 5 รูปแบบ ได้แก่
1.Clustering เป็นการจัดกลุ่มข้อมูล ทำโดยการนำข้อมูลมาแสดงเป็นกราฟ แล้วสังเกตถึงรูปแบบการกระจายตัวของข้อมูลซึ่งอาจจะพบรูปแบบต่างๆได้
2.Classification เป็นเหมือนกับ Clustering แต่มีการตั้งสมมติฐานไว้แล้ว
3.Association เป็นผลสืบเนื่องที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นแบบเกี่ยวข้องกัน เช่นคนที่ซื้อขนมปัง มักจะซื้อแยมไปด้วยเป็นต้น
4.Sequence Discovery 
5.Prediction การคาดการณ์ล่วงหน้า (forecast)

Text mining เป็นแอพพลิเคชันที่จะช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ไม่มีรูปแบบการจัดเก็บที่แน่นอน เช่นคำแนะนำของลูกค้า หรือสิ่งที่ลูกค้าไม่ชอบ เป็นต้น ซึ่งแอพพลิเคชันนี้มีความสามารถในการหาคำสำคัญในบทความต่างๆได้ มีการใช้ประโยชน์ในการป้องกัน Email Spam เป็นต้น



วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2554

week 8

Week8 : Data Management

                การที่จะสร้างระบบขึ้นมาจะต้องเกิดจากการมีวัตถุประสงค์ว่าต้องการอะไร หรือนั่นก็คือต้องทราบถึงผลลัพธ์ก่อนว่าในที่สุดแล้วเราต้องการอะไร จากนั้นผลลัพธ์จะเป็นตัวที่จะบอกว่า เราจะต้องมีอะไรในการเริ่มต้น(Input) และจะต้องมีกระบวนการประมวลผลหรือขึ้นตอนต่างๆ (process) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของการสร้างระบบ

                ระบบสารสนเทศเป็นระบบที่ให้ผลลัพธ์สุดท้าย (Output) คือ สารสนเทศ โดยมีข้อมูลต่างๆเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการประมวลผลข้อมูล ให้เป็นรายงานที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ภายในองค์กร โดยสามารถที่จะแสดงรายงานออกมาให้เหมาะสมกับแผนกต่างๆในองค์กรได้ ซึ่งรายงานต่างๆนั้นเป็นข้อมูลที่ผ่านกระบวนการต่างๆมามากหากจะนำไปใช้ต่ออาจมีข้อมูลบางตัวหายไป หรือไม่สามารถจะตรวจสอบได้ ดังนั้นการจัดเก็บข้อมูลดิบก่อนการผ่านกระบวนการจึงมีความจำเป็นกับองค์กรในปัจจุบันเป็นอย่างมาก แต่ข้อมูลเหล่านั้นก็มีปริมาณที่มาก หากจะเก็บทั้งหมดก็อาจจะเป็นการเปลืองทรัพยากร จึงจำเป็นจะต้องมีการบริหารข้อมูลขึ้น
                การบริหารข้อมูลนั้นมีความยากเนื่องจากข้อมูลนั้นมีปริมาณมากขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูล คุณภาพและแนวทางของข้อมูลด้วย

Data management       มีเป้าหมายอยู่ 4 อย่างคือ

-Data profiling คือการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ
-Data quality management คือต้องตรวจสอบคุณภาพของข้อมูล
-Data integration คือการจับกลุ่มของข้อมูลที่มีความคล้ายคลึงกันจากหลายๆแหล่งข้อมูล
-Data augmentation ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล

Data life cycle process
1.เก็บรวบรวมข้อมูลใหม่
2.นำข้อมูลเข้าสู่ ฐานข้อมูล ปรับรูปแบบเพื่อจัดเก็บใน data warehouse
3.ผู้ใช้สามารถนำข้อมูลจาก data warehouse ไปใช้ในการวิเคราะห์ได้

Data Processing
·         Transactional: เป็น ระบบปฏิบัติการที่ใช้ในการบันทึกข้อมูลในงานทั่วไป งานประจำวันโดยจะจัดเก็บข้อมูลใน ฐานข้อมูล
·         Analytical: ข้อมูลส่วนใหญ่จะมีไว้เพื่อนำมาวิเคราะห์ต่อไป โดยจะ extract ข้อมูลมาจากฐานข้อมูล เฉพาะส่วนที่ต้องการใช้ โดยจะจัดเก็บข้อมูลใน data warehouse เพื่อไม่ให้การดำเนินงานปกติที่ใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลมูลหยุดชะงัก

Data Warehouse
องค์กรที่ตัดสินใจโดยอาศัยพื้นฐานในการวิเคราะห์ข้อมูลมักจะจำเป็นต้องมี Data warehouse โดย Data warehouse มีคุณสมบัติดังนี้
Organizational: นำเอาข้อมูลที่ต้องการมาจัดรูปแบบใหม่ ตามวัตถุประสงค์
Consistency: แก้ไขข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบเดียวกันเช่น การบันทึกชื่อของลูกค้าเดียวกันใช้ชื่อแตกต่างกันตามแผนก
Time variant: ตัดสินใจว่าข้อมูลจะเก็บไว้นานเท่าไร
Non-volatile: ข้อมูลจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือ update อีกแล้ว มีแต่การ refreshข้อมูลให้ใหม่ขึ้น(ข้อมูลถูกเพิ่มส่วนใหม่                 เข้าไปแต่ไม่ได้แก้ไขที่มีอยู่เดิม แตกต่างจากการ update ที่ทำให้ข้อมูลที่มีอยู่เดิมเปลี่ยนแปลงไป)
Relational: มีโครงสร้างที่สัมพันธ์กัน
Client/server: ใช้ client/server เพื่อให้ผู้ใช้งานสุดท้ายสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย

วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Class 7

Class 7: M-Commerce

                เป็นยุคต่อไปของ E-commerce เนื่องจากการใช้งานคอมพิวเตอร์นั้นมีความจำเป็นน้อยลงจากการเพิ่มขีดความสามารถของโทรศัพท์มือถือ (Mobile) ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ในระดับที่เพียงพอ (เล่น internet, ฟังเพลง, ใช้งาน office โปรแกรมเล็กน้อย) ทำให้การสื่อสานผ่านสื่อโทรศัพท์มือถือมีระดับการเข้าถึงลูกค้าได้สูงขึ้น ประกอบการที่โทรศัพท์มือถือมีราคาที่ถูกลง มีขีดความสามารถที่เพิ่มขึ้น รวมถึงมีเครือข่ายที่ใช้เชื่อมต่อ internet รองรับมากขึ้น ยิ่งจะส่งผลให้การใช้โทรศัพท์มือถือนั้นมีความนิยมมากขึ้นไปอีก

                ปัจจุบันนอกจากโทรศัพท์มือถือจะใช้เพื่อการติดต่อสื่อสารแล้ว ยังมีการเพิ่มความสามารถต่างๆเข้าไปอย่างมากมายเช่น ฟังเพลง ถ่ายรูป chat หรือการเล่น internet ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการเพิ่มการขายสิ่งต่างๆที่ใช้ร่วมกับโทรศัพท์มากขึ้น ทั้งบริการโหลดเพลง ริงโทน ค่าบริการจากการเชื่อมต่อ internet เป็นต้น ซึ่งทำให้บริษัทต่างๆนั้นสามารถเพิ่มยอดขายได้ เช่น อุตสาหกรรมเพลงที่มีการสร้างรูปแบบในการหารายได้ใหม่จากการขายเพลงเป็นแผ่น ทั้งอัลบั้ม ก็เปลี่ยนเป็นการขายเพลงทีละเพลง เพื่อให้ตรงความต้องการของผู้ฟังมากขึ้น หรือการทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือที่เริ่มมีความนิยมเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังมีความไม่น่าเชื่อถือเรื่องความปลอดภัยอยู่บ้าง

ตัวอย่างของการทำรายได้ผ่านโทรศัพท์
  • Mobile Shopping
  • Mobile Banking
  • Information based service
  • Mobile Auction
  •  Mobile Travel information and booking


โครงสร้างพื้นฐานของโทรศัพท์มือถือ
  • WAP (Wireless Application Protocol) - เพื่อสร้างมาตรฐานให้กับการสื่อสารผ่านเครือข่าย
  • Markup language - เช่น WML, XHTML
  • Mobile Development - เช่น .NET compact, JAVA ME, Python
  • Mobile Emulators – ตัวช่วยที่ทำให้โปรแกรมจากเครื่องเล่นชนิดอื่นใช้ได้กับโทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องอื่นๆที่ไม่ใช่เครื่องต้นแบบได้ เช่น Emu ของเครื่องเกม playstation ที่ทำให้เล่นเกมนั้นบนคอมพิวเตอร์ได้ เป็นต้น
  • Microbrowsers – เป็นระบบปฎิบัติการที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือ เช่น Android, Safari, IE Mobile, Firefox Mobile
  • HTML5 – เทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้หน้าเว็บสามารถเปลี่ยนแปลงเองจากการพัฒนาเพิ่มเติมของผู้พัฒนาได้ ซึ่งจะง่ายต่อการใช้งานมากขึ้น แตกต่างจากเทคโนโลยีเดิมที่ผู้ใช้จะต้องทำการพัฒนารุ่นของการใช้ขึ้นให้ทันผู้พัฒนา


ตัวอย่างของบริษัทที่ใช้การทำการตลาดจากโทรศัพท์มือถือ
  • Apple
              การที่ iPhone เป็นที่นิยมและครองตลาดได้นั้น เนื่องจากใช้การขาย content ให้กับผู้ใช้บริการผ่าน iTunes ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้เข้ามาพัฒนา application ที่จะใช้งานด้วย ทำให้ตรงตามความต้องการลูกค้า เพิ่มความซื่อตรงต่อตราสินค้ามากขึ้น รวมถึงการใช้เครือข่ายผู้ใช้งานเป็นสิ่งที่ทำให้ไม่อยากเปลี่ยนจากเครื่องเดิมที่ใช้อยู่ และเมื่อมีคนใช้งานมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้มีอุปกรณ์เพิ่มเติมที่ทำให้ผู้ใช้งานได้หามาใช้เพิ่มขึ้น เช่น case (หน้ากาก) โทรศัพท์ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ apple สามารถที่จะครองตลาดโทรศัพท์ในปัจจุบันได้

                นอกจากนี้ในปัจจุบันก็เริ่มมีอุปกรณ์ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อ Internet และความสามารถที่หลากหลายมากขึ้น เช่น  iPad, Samsung Galaxy, Blackberry Playbook ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยในการผลักดันตลาดของการใช้อุปกรณ์ขนาดเล็ก ที่มีความสามารถใกล้เคียงคอมพิวเตอร์มากขึ้นในอนาคต

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

week 6

Week6: E-business and E-commerce

                ปัจจุบันโลกธุรกิจนั้นจำเป็นต้องพึ่งพาสื่ออีเล็กโทรนิกส์ในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าต่างๆให้มากขึ้น โดยการทำการตลาดบนหน้าเว็บไซต์ผ่านทาง Internet ซึ่งบางบริษัทก็ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมากเช่น
                DELL บริษัทที่เริ่มจากการขายคอมพิวเตอร์ตามความต้องการของลูกค้า สามารถที่จะกำหนด spec ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตนเองต้องการได้ ปัจจุบัน DELL เน้นการขายให้กับลูกค้าที่เป็นองค์กร เน้นไปทางปริมาณการขายมากกว่ากำไร และในปัจจุบัน DELL นั้นมีการขายสิ่งอื่นๆเพิ่มเติมมากขึ้นด้วย
                Amazon เริ่มต้นจากการขายหนังสือเพียงอย่างเดียว จากการที่ปริมาณขายของตลาดหนังสือเป็นไปตาม power-law distribution เนื่องจากมีหนังสือซึ่งฮิตจริงๆ อยู่ไม่กี่ปก (เช่น Harry Potter, Rich Dad Poor Dad) โดยแต่ละเล่มขายได้เป็นล้านๆ เล่ม และมีหางที่ยาวออกไป นั่นก็คือมีหนังสือที่แต่ละปกพอขายได้มีอีกเป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากร้านหนังสือนั้นมีเนื้อที่ไม่เพียงพอที่จะเก็บหนังสือได้ทั้งหมด จึงมักเก็บไว้เฉพาะเล่มตรงบริเวณหัวที่เชื่อว่าจะขายได้ แต่ร้านขายหนังสืออินเตอร์เน็ตไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนหนังสือบนชั้น จึงได้เปรียบเพราะสามารถเปิดตลาดในส่วนหางที่ยาวได้อย่างสบาย(Long tail) ทำให้กิจการนั้นเติบโตขึ้น ปัจจุบันนี้ Amazon มีสินค้าหลากหลายชนิดมากขึ้นและสามารถที่จะจัดส่งสินค้าไปในประเทศต่างๆได้มากมาย ทำให้มีการขยายฐานลูกค้าไปได้อีกด้วย
                EBay เป็นเว็บไซต์ที่มีการสร้างรายได้จากการเก็บค่านายหน้าหรือค่าพื้นที่ในการขาย รวมถึงมีการประมูลสินค้าต่างๆด้วย ใน EBay นั้นมีสินค้าหลากหลายประเภทมากซึ่งลูกค้ามักจะหาสินค้าที่มีราคาถูกจากประเทศที่มีความแตกต่างด้านค่าเงิน หรือราคาขายของสินค้าที่อยู่คนละประเทศ
                นอกจากธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการใช้  Internet แล้ว ก็ยังมีบริการอื่นๆบนโลกออนไลน์ที่มีไว้เพื่อบริการในส่วนที่แตกต่างกันออกไปเช่น การโฆษณาผ่านทางหน้าเว็บไซต์ดังๆ (Facebook), การสร้างเว็บที่มีไว้เพื่อการแลกเปลี่ยนสินค้า (Bartering online), บริการcatalog ออนไลน์, เว็บที่ให้บริการในการจ่ายชำระค่าสินค้าโดยที่ไม่จำเป็นต้องให้เลขบัตรเครดิตไป (paypal) หรือเว็บไซต์ที่จะช่วยจับคู่คนสมัครงานและบริษัทที่รับสมัครพนักงานให้ได้ เป็นต้น

ประโยชน์ของการใช้ E-commerce
  •  ช่วยให้บริษัทสามารถติดต่อกับลูกค้าได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น
  • ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัท และยังทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
  • ลูกค้าก็มีหลายทางเลือกและสามารถหาข้อมูลราคาสินค้าต่างๆได้ง่ายขึ้น
  • ในส่วนของ Social network ก็ทำให้คนรู้จักกันมากขึ้นผ่านทางเพื่อนของเพื่อน เป็นต้น

ข้อจำกัดในการใช้ E-commerce
  • หากใช้ระบบที่แตกต่างกันอาจจะทำให้ติดต่อกันยาก
  • มีปัญหาเรื่องของ Hacker ที่จะเจาะระบบและนำข้อมูลที่เป็นส่วนสำคัญไปใช้ในทางที่ไม่ดี


               
                

วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

week 5

Class 5: Information Technology Economics

                ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาที่จำเป็นมากต่อการดำเนินธุรกิจ ด้วยความสามารถในการประมวลผล และช่วยลดความผิดพลาดจากการบันทึกรายการลงบนกระดาษ หลายๆองค์กรจึงลงทุนในเทคโนโลยีต่างๆเหล่านี้โดยที่บางครั้งอาจไม่ได้คิดว่าองค์กรจะได้รับประโยชน์จากการใช้งานเทคโนโลยีนั้นๆอย่างไรบ้าง
                          จากความน่าจะเป็นทั่วๆไปแล้วหากองค์กรนำเทคโนโลยีสารสนเทศใหม่ๆเข้ามาใช้ในองค์กรก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานภายในองค์กรได้ และยิ่งลงทุนกับเทคโนโลยีต่างๆเหล่านี้ก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กรมากขึ้นตามไปด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้วผลงานวิจัยบางชิ้นนั้นไม่สามารถวัดผลตอบแทนจากการลงทุนในเทคโนโลยีสารสนเทศได้ หรือ ไม่สามารถที่จะวัดประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจากการนำเทคโนโลยีสารสนเทศใหม่ๆมาใช้ได้ ซึ่งความขัดแย้งนี้ถูกเรียกว่า Productivity Paradox
                ถึงแม้ว่าบางครั้งจะไม่สามารถวัดประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในเทคโนโลยีสารสนเทศได้ แต่ Lucas (2005) ก็ได้แยกแยะให้เห็นถึงประโยชน์ในการลงทุนในเทคโนโลยีสารสนเทศใน 2 ด้านคือ ผลกระทบทางตรง เช่น ต้นทุนทางตรงที่ลดลง, การเพิ่มรายได้ หรือกำไรที่เพิ่มขึ้น และ ผลกระทบทางอ้อม เช่น ภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นขององค์กร อย่างไรก็ตามการที่จะลงทุนในเทคโนโลยีสารสนเทศก็มีความจำเป็นที่จะต้องวัดผลประโยชน์จากการลงทุนและต้นทุนที่ต้องเสียไปเพื่อที่จะตัดสินใจได้อย่างถูกต้องว่าควรจะลงทุนในเทคโนโลยีนั้นๆหรือไม่
                         การประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนในเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นมีวิธีต่างๆมากมายขึ้นอยู่กับความเหมาะสมซึ่งแสดงในตารางดังนี้
วิธีที่เลือกใช้
ข้อดี
ข้อเสีย
Internal rate of return (IRR)
- ทำให้ทุกๆการลงทุนนั้นสามารถเปรียบเทียบกันได้
- การจะเปรียบเทียบได้นั้นจะต้องมีอัตราผลตอบแทนที่เท่าๆกัน
- อาจมีหลายคำตอบ
Net present value (NPV)
- ใช้กันโดยทั่วไป สามารถที่จำคำนวณยอดผลตอบแทนที่มากที่สุดได้
- ไม่สามารถใช้เปรียบเทียบกับโครงการที่จำนวนเงินลงทุนแตกต่างกันมากๆได้
Payback period
- อาจคำนึงถึงค่าเงินตามเวลาหรือไม่ก็ได้ และสามารถวัดความเร็วของกระแสเงินเข้าได้
- มองข้ามกระแสเงินสดที่จะเข้ามาหลังจากที่เกินจุดคุ้มทุนไปแล้วซึ่งอาจจะมีมูลค่ามาก
Benefit-to-cost analysis or ratio
- สามารถเปรียบเทียบกันแต่ละการลงทุนได้
- แยกแยะยากระหว่างค่าใช้จ่ายและเงินลงทุน
Economic value added
- วัดค่าผลตอบแทนที่สร้างขึ้นเพื่อผู้ถือหุ้น
- คำนวณหากำไรที่แท้จริงได้ยาก

                นอกจากนี้ก็ยังมีวิธีอื่นๆที่สามารถใช้วัดประโยชน์จากการลงทุนในเทคโนโลยีสารสนเทศอีกเช่น TCO, Benchmarks, Balance scorecard เป็นต้น
                การตัดสินใจที่จะลงทุนหรือไม่ลงทุนในเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลจากการวิเคราะห์เพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องพึ่งอำนาจตัดสินใจจากผู้บริหารระดับสูงด้วย ผู้บริหารเองจึงต้องมีการศึกษาข้อมูลด้านเทคโนโลยีต่างๆอยู่เสมอ และพร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เข้าใจถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการสื่อสารไปถึงกลุ่มลูกค้าเช่น การโฆษณาผ่านทาง facebook นอกจากนี้ยังอาจช่วยในการดำเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนให้คนใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น คล้ายกับนโยบายประหยัดพลังงานของการไฟฟ้าที่จำให้ใช้ไฟฟรีจนถึงหน่วยหนึ่ง เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงานมากขึ้น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อที่จะเลือกเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมกับการใช้ สร้างประสิทธิภาพในการทำงานให้กับองค์กรนั่นเอง